Profilo di ChanidaWelcome to Nan's WorldFotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Chanida Kitvorametha

Professione
Località
Interessi

Welcome to Nan's World

22 ottobre

สอบสัมภาษณ์ (job interview)

วันนี้มีสองภาค....อัพเดทสำหรับคนไม่ถนัดไทยให้ด้วย เผื่อพวกชอบแอบมาอ่านแต่ไม่ยอมเม้นท์
 
เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันจันทร์ได้รับโทรศัพท์นัดให้ไปสอบสัมภาษณ์งานวันพุธ (เมื่อวานนี้) และก็ขอเอกสารพวกวุฒิการศึกษาเพิ่มเติมด้วย....ก็มัวแต่ตกใจ เพราะนึกว่าเค้าคงไม่เอาเราแล้วมั้ง (โทรมาเลทจากที่เคยบอกไว้เป็นวีค) ก็รับปากรับนัดเค้าเรียบร้อย...เสร็จถึงมานึกได้....เวรละไง เพิ่งมาทำงานวันอาทิตย์ ถ้าสัมภาษณ์วันพุธก็คือต้องกลับกรุงเทพวันอังคารอ่ะดิ.....เพราะต้องไปเอาเอกสารและเสื้อผ้าที่เรียบร้อยหน่อย.....วีคนี้ขับรถกระจายอีกแล้วแนนเอ๋ย
 
เมื่อวานก็ไปสอบตามที่เค้านัด.....ลางดีแต่หัววัน....ฝนตกกระหน่ำชนิดมองทางไม่เห็นเลยตั้งแต่ออกจากบ้านไปยันถึงที่  คุณฝ่ายบุคคลก็นะ....นัดสัมภาษณ์บ่ายโมง...โทรมาคอนเฟิร์มตอนเที่ยงกว่า ๆ ว่ามีนัดสัมภาษณ์...แหม  คันปากยิบ ๆ ว่าไม่โทรมาบ่ายตรงเลยล่ะคะ.....นี่ขับรถอีกไม่ถึงสามนาทีก็ถึงแล้วเฟ้ย.....พี่ยามก็นะ...ทำเป็นไม่อยากยื่นมือออกมาส่งบัตรเข้าเพราะกลัวเปียก...อยากบอกว่าหนูกลัวกว่าพี่อีกค่ะ แผงข้างประตูรถตรู...ไฟฟ้าทั้งน้าน  แต่แล้วก็ถึงโดยสวัสดิภาพ....มีเปียกเล็กน้อยพอชื้น ๆ เอกสารรอดไม่เป็นไร ๆ เข้าตึกได้ก็...เหอ ๆๆๆๆ  ท้าเหยง ๆ ตกดิ ๆ ตกอีก ๆ ไม่กลัวแล้วเว้ย  มารู้ตัวอีกทีว่าคิดผิดตอนน้องเค้าบอกว่าไม่ควรใช้ลิฟท์ตอนฝนตกค่ะพี่...ลิฟท์มันค้างบ่อย.....กรรมของตรู....อย่าบอกนะว่าจะให้ขึ้นบันไดไปนั่งพักห้าชั้นเพื่อรอบ่ายโมงมาที่บุคคลชั้นสาม....ในใจนะ....ฝนจ๋า...ผิดไปแล้ว หยุดเหอะ ๆ
 
และแล้วก็ต้องขึ้นบันไดไปจริง ๆ โอ้พระเจ้า......กว่าจะขึ้นไปถึง....ป้าแก่แล้วจริง ๆ ด้วย....แง้ ๆๆๆๆๆๆ  เหนื่อยจนไม่มีแรงพูด  หายใจไม่ทัน....
 
สุดท้ายบ่ายโมง....เวลาขึ้นเขียง....ไปฝ่ายบุคคล...มีการให้กรอกข้อสอบ (เพิ่งรู้ว่ามีสอบข้อเขียนด้วย) แต่ละคำถาม....อึ้ง ๆ ทั้งนั้น....อยากบอกว่า....มันไม่ใช่ข้อสอบอ่ะค่ะ มันเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นมากกว่าป่ะคะ.....นั่งทำอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ได้ไปสัมภาษณ์ (คำถามที่ดูง่าย...เอาเข้าจริงก็ตอบยากเนอะ)  คนสัมภาษณ์สี่...เป็นคนกันเองสอง....ส่วนอีกสอง...เหอ ๆ เป็นคณบดีหนึ่ง กะหัวหน้าฝ่ายวิชาการอีกหนึ่ง.....แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี.....เจอคำถามแปลก ๆ บ้าง ทำตัวไม่ถูกเองบ้าง.....ก็สนุกดี  เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่ได้เจอมานานมาก ๆ แล้ว ตั้งแต่ออกจากงานที่ทำตอน ป.ตรี (ไม่นับรวมสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนนะ) 
 
ผลก็คือได้งานแหละ แต่คาดว่าคงเริ่มงานได้ราวปีใหม่คือเดือนมกราคม.....นับเป็นข่าวดี(หรือเปล่าหว่า)  ที่ได้ทั้งงานและเวลาหายใจเพื่อเคลียร์งานตัวเองให้เสร็จไปบ้าง และวางระบบงานที่โครงการให้ดี  แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณอาจารย์ด้วยแหละที่ช่วยเต็มที่
 
สอบเสร็จก็ชิลล์ ๆ รอฝนหยุด  ตกเย็นก็ไปกินข้าวกะเพื่อน...ชีวิตชั้นช่างสุขี....โดดงานมาเที่ยวเล่น...เหอ ๆๆๆๆ เพราะตอนแรกนัดติวสอบ comprehensive ให้พี่ ๆ (แต่เมื่อเช้าพี่ตงโทรมาบอกยกเลิก) ทำให้ว่างหนึ่งวัน....พรุ่งนี้ไปดูกระเบื้อง, เยี่ยมคุณย่า, แล้วก็หาหมอ.....เสร็จก็กลับบ้านนอกเลยเพราะเราไม่ต้องสอบ
 
กลับถึงบ้านเจอป๊ารออยู่เลย....พอบอกว่าได้แกก็ยิ้มใหญ่....ดีใจที่ได้ทำให้พ่อแม่ยินดีมีความสุขได้ (ป๊ากะม้าอยากให้เป็นอาจารย์มาก ๆ แต่ต้องทำงานโครงการด้วยนะ) ดีใจที่สามารถ fullfill ความต้องการของเค้าได้.....ถึงจะแลกมาด้วยการทำงานมันเจ็ดวันเพื่อทำงานสองอย่างนี้ไปพร้อม ๆ กันก็ตาม.....อีกข้อดีของคนโสด อิอิอิ  (แต่โรคถุงน้ำดีอักเสบชั้นจะหายไหมวะเนี่ย เค้ายิ่งไม่ให้เครียดอยู่ด้วย)
..................................................................................................................................................................................
 
I got a good news yesterday about my new job ka.
 
I went to an interview yesterday after I had got a call for interview appointment on Monday. A little excited!!! I haven't had any interview for more than ten years till now and it is quite formal interview, too. That is an interview for lecturer job!!!
 
It was rain all the way to the university. Very heavy rain! Pray god to give me good luck with this. However, I reach there safely at last and my documents still fine. The interview startd after I did the written exam, that's what they call, but I actually think it more like survey of opinions. Anyway, it took me quite long, about half an hour, to finish it off. Simple questions always hard to answer....
 
The interview was fine. My interviewers consisted of the two I know, a head of academic, and the chair. They are nice and help me decreased my exciteing and panic. It is a good experience for job interview that I haven't had for years.
 
Lastly, I get the job. However, it will start on new year or January next year. That means I have two more months to clear everything in my life!!! It's so good to give me some period to handle bundles of my works, thesis and papers.
 
My parents are so happy about this news and it makes me happy, too. They really want me to have a lecture job. I think Maslow's theory works well with my parents!!! I appreciate to fulfill their esteems.  Nevertheless, I will have to work seven days a week for two full time jobs, but it might be good for me that I have things to do and not feel lonely. hahaha.
 
For now, I have to try to finish my thesis as soon as possible; otherwise, I would be died of works. Hahaha
17 ottobre

ดูหนัง ๆ (รถไฟฟ้า...)

วีคนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ทำงานไปวัน ๆ
แต่ละวันก็วุ่นแต่กับเอกสารราชการเนี่ย....ทำอะไรทีนึง...แมร่งอะไรนักหนาก็ไม่รู้....เอาโน่นเอานี่ แถมแต่ละที่ก็เอาไม่เหมือนกันอีก เจ้าหน้าที่ก็ play body ซะตรูล่ะเซ็ง.....คำว่า "ข้าราชการ" มันคือ "ข้า" รับใช้ประชาชนไม่ใช่เหรอวะ นี่ทำเหมือนเราไปขอทานมันแน่ะ......ไม่อยากจะด่านะ  เงินที่กินเข้าไปทุกวัน ที่ลูกมันใช้เรียนหนังสือน่ะ มันเงินพวกตรูนะเฟ้ย....บางคนตอนหาเสียงไหว้แล้วไหว้อีก....พอได้เข้าก็......เฮ้อ....เจริญแน่ประเทศชาติ  ต้นไม้มันโดนตัดก็เพราะระบบงานบ้า ๆ ของพวกท่าน ๆ ทุกวันนี้แหละ  รู้ไว้ซะด้วย
....................................................................................................................................
 
วันนี้กลับบ้านนอกเร็วเพราะไม่มีเรียน (ปิดเทอมสามวีคคร้าบ)....ดีใจ ๆ แต่ตัวขี้เกียจก็เริ่มเกาะ  กำลังพยายามเคาะมันออกอยู่
 
เข้าเรื่อง ๆ วันนี้ไปดูหนังมา   หนังไทยด้วย (เพราะไม่ได้ดูหนังไทยนาน)  ชื่อ...รถไฟฟ้ามาหา...อะไรสักอย่าง...จำไม่ได้  ที่เคน ธีรเดชเล่นอ่ะ....อยากดูตั้งแต่เห็นตัวอย่างเมื่อคราวไปดู The Proposal แล้วเห็นว่าท่าทางเนื้อหาจะคุ้น ๆ
 
หนังน่ารักดี....โดนใจอย่างแรง (ช่างคล้ายชีวิตตรูอะไรเช่นนี้...คนเขียนบทมันมานั่งสังเกตชีวิตชั้นไปเขียนหรือเปล่าวะเนี่ย).....ชอบความเป็นหนังพื้น ๆ ไม่ต้องลงทุนมากมายอะไร และเป็นอะไรที่สัมผัสได้ คือใกล้ตัวในชีวิตจริงของคนทั่ว ๆ ไป......เนื้อเรื่องใกล้เคียงชีวิตข้าพเจ้าสุด ๆ ..... เพราะงั้นบางตอนที่ชาวบ้านขำ.....เรากลับขำไม่ออกแล้วดันนั่งน้ำตาคลอแทน......(บ้าว่ะ อินเกิน)  แต่สุดท้ายหนังก็คือหนัง......ตอนจบมักจะ happy ending เสมอ....ไม่เหมือนชีวิตจริง (ไม่งั้นจะเกาะคานอย่างเหนียวแน่นอยู่งี้เหรอฟระ) 555
 
สรุปคือเป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วอิ่ม.....อิ่มกับเนื้อหาและความธรรมดาของมัน....ชอบเพลงตอนจบที่เอาเพลงของเฉลียงมาเป็นตอนจบ  ชอบไอเดียหลาย ๆ อย่าง เช่นสัญลักษณ์โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์สองรอบ สือถึง สองปีผ่านไป....โดน ๆ 5555 คิดได้เนอะ
 
แต่สิ่งที่ชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ.....ประโยคที่เพื่อนนางเอกพูดว่า " คนรักไม่ได้มีไว้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่มีไว้ให้เรารู้...ว่ายังมีอีกคนที่จะรักเราเสมอ" ประมาณเนี้ย รู้สึกว่าคนที่จะเข้าใจความหมายจริง ๆ ของคำ ๆ นี้จะต้องได้พบความรักจริง ๆ แล้วในชีวิต  ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง......เรียกว่าไงดี....เป็นคำที่สรุปความรู้สึกได้ตรงใจมาก ๆ และคนพูดจะต้องเป็นคนที่มองรักในแง่ดีเสมอ ไม่ว่าความจริงจะเป็นไงก็ตาม....เสียดายที่จำได้ไม่หมดเพราะมัวนั่งอ่าน subtitle....ว่าไปนี่ก็เป็นอีกความเพื้ยนของเรา (หรือคนอื่นด้วยหว่า)
 
สังเกตมาหลายทีละว่าเราติดนิสัยอ่าน subtitle โดยไม่รู้ตัว....ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตามที่เราอ่านได้ เช่นดูหนังฝรั่งก็อ่านไทย (อันนี้พอเข้าใจ) แต่พอดูหนังไทยดันไปอ่านซับอังกฤษ....เออ  เอากะเค้าดิ.....นี่ก็เริ่มสังเกตว่าแอบอ่านตัวจีนในหนัง(บางตัวที่อ่านได้) ที่ดูเป็นภาคไทยไปด้วยเลย.....อยากรู้เหมือนกันแฮะว่าชาวบ้านเค้าเป็นกันหรือเปล่า....ไอ้นิสัยอ่านซับเนี่ย
 
ว่าแต่....นางเอกในเรื่องเค้ายังเจอคนของตัวเองตอนสามสิบ (สมหวังตอนสามสิบกว่าด้วยซ้ำ) แล้วเราจะเจอหรือสมหวังเหมือนเค้าไหมหว่า......
..................................................................................................................................................
 
ปล. วีคนี้ไม่ได้คุยกันเลย เพราะเมื่อวานคนไข้เยอะมากจนต้องย้ายไปหาคุณแม่เขาแทน.....แอบเสียดายนิดนึง.......แล้วก็แอบคิดถึงอีกหน่อยด้วย.......เบื่อตัวเองว่ะ
06 ottobre

งานเลี้ยงสอบเสร็จ

5555 ได้เวลาชนิดาคืนชีพ....บ้าไปแล้ว 55555 แบบว่า....ดีใจที่สอบเสร็จอ่ะ  สอบเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ละ แต่ขี้เกียจอยู่เลยไม่ได้มาเล่า....
 
เทอมนี้ชิลล์มาก ๆ เป็นเทอมที่ชิลล์ที่สุดก็ว่าได้ เพราะเรา...เหอ ๆๆๆๆ ไม่ได้อ่านหนังสือสอบเลยยยยย (ได้เพื่อน ๆ ติวให้วันพฤหัส ที่เพนตากอนเหมือนเดิม)  ขี้เกียจอ่ะนะก็เรื่องนึง...แต่....แต่นะ  มีสำคัญกว่า...คือเพราะโดนยาคุณหมอเข้าไปอย่างที่บอกอ่ะ กินยาก่อนนอนแล้วหลับเป็นตาย...อ่ะ ๆ อย่าบอกว่าอ่านหนังสือเสร็จแล้วค่อยกินยา  เป็นที่รู้กันดีว่าข้าพเจ้าขี้ลืมมาก ๆๆๆๆ เพราะงั้นถ้าไม่กินก่อนอาจมีลืม...ก็เลยกินทันทีที่อาบน้ำเสร็จ....ผลก็อย่างว่าอ่ะ...หลับ เพราะงั้นคราวนี้คนผิดคือหมอ ไม่ใช่ตัวขี้เกียจที่เกาะอยู่บนตัวแนนนะ อิอิอิ
 
การสอบก็เรียกว่าโอเค...ตอนแรกกังวลเพราะหยุดเรียนเข้าโรงบาลไปสองวีคติดกัน  แต่ข้อสอบไม่ยากอย่างที่คิด  อันนี้ยกความดีความชอบให้พี่ตงที่หาข้อมูลเพิ่มให้ตรง ๆ พอดี  สอบเสร็จเช้าก็ว่างโลด เพราะเทอมนี้ดรอปเรียนไปวิชานึง (ทำให้เทอมหน้ายังมีเรียนอีกวิชานึง) ก็เดินไปเดินมา รอพี่ ๆ เค้าสอบช่วงบ่ายกัน  ไม่ค่อยห่วงเพราะแนนก็เฉลยข้อสอบพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมให้หมดแล้วอีกเช่นกัน (ก็คนออกข้อสอบวิชานี้มันบ้านี่หว่า โทษเราไม่ได้นะ) ถ้าออกตรงที่บอกในห้องก็ไม่น่ามีปัญหา นอกจากตอบถูกแต่ไม่ถูกใจคนตรวจ...อันนี้แล้วแต่บุญแต่กรรมนะพี่นะ
 
เย็นมีนัดกินเลี้ยง...ได้น้อง ๆ พี่ ๆ MIRED # 2 เลี้ยง...อิ่มหนำสำราญ อารมณ์นั่งกินโต๊ะจีนดูเดี่ยวไมโครโฟน....มีพี่จากรุ่นสองโชว์ความสามารถ....พูดไม่หยุด...ฮากันน้ำตาเล็ดเช็ดแล้วเช็ดอีก (กลัวตีนกาขึ้นเพราะหัวเราะมากไปแฮะ) สงสารก็แต่อาจารย์อรุณ....โดนสังหารโหดเพราะพิมพ์ข้อสอบผิด (แอบสะใจบางคน...ทำโชว์ภูมิเหมือนจะรู้ไปบอกชาวบ้านเค้า...แต่ตัวเองก็ผิดอยู่ดี...เลวอีกละตรู) กลัวไปสอนแล้วเจอลูกศิษย์แบบนี้ชะมัดเลยอ่ะ........ก็ได้สนุกสนาน และเห็นหน้าค่าตากันมากขึ้น...แต่ข้าพเจ้าก็ยัง match หน้ากะชื่อแต่ละคนไม่ค่อยถูกอยู่ดี (จริง ๆ จำได้ไม่ถึงสิบแหงๆ ) คาดว่าจะได้รู้จักมากขึ้นตอนทริปสิงคโปร์...คืนนั้นต้องขับรถกลับชลบุรีเพราะกลับดึก (เดี๋ยวโดนที่บ้านเทศน์) เลยกลับบ้านนอกดีกว่า  กว่าจะถึงก็ดึกเหมือนกัน ขับเร็วไม่ได้เพราะท้ายรถมีปูนอีก 5 กระสอบ ถ่วงอยู่ แถมด้วยความมืดกะสายตาป้าที่ไม่ค่อยดี  สรุปก็กลับมาอย่างปลอดภัย....
 
..................................................................................................................................................
 
วันนี้ไปสมัครสมาชิกสปอร์ตคลับที่เพิ่งค้นพบจาก facebook เพราะถูกใจบรรยากาศสระว่ายน้ำ ราคาค่าสมาชิกถูกเหลือเชื่อ
 
ลงว่ายน้ำเพราะจะเอาจริงละ จะลดน้ำหนักจริง ๆ ซะที หลังจากเมื่อวันเสาร์ให้พี่นุกดูรูปก่อนไปออสเตรเลีย แล้วเฮียแกร้องจ๊าก แล้วบอกให้แนนรีบไปโมให้เหมือนเก่าด่วน....ผ่านมาหลายวันก็ยังไม่เข้าใจว่าแกชมหรือด่าอ่ะนะ แต่เชื่อเพราะอยากจะโมเหมือนกัน จะให้ได้สักระดับก่อนงานแต่งพี่นุกอ่ะ...กะไปหาหนุ่มในงาน อิอิอิ
 
ว่ายไปครึ่งชั่วโมง....รวมแปดรอบไปกลับสระมาตรฐาน...เริ่มปวดแขนตอนขากลับ และตอนนี้เริ่มปวดขาด้วยแล้ว.....เวรกรรมไหมเนี่ย....
 
......................................................................................................................................................
 
โดนเจฟสั่งให้กินโยเกิร์ตวันละสามถ้วย เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อแก้อาการลมแน่นท้อง....ไม่น่าบอกมันเล้ยว่าแน่นท้องหลังหมอให้กินยาฆ่าเชื้อ.....ก็ปกติแนนกินโยเกิร์ตไม่เป็นนี่หว่า...ซวยแล้วไง....นี่ทนกินไปได้เมื่อวานหนึ่ง  วันนี้สอง  รสชาตแหวะจริง ๆ  ตอนซื้อก็งง ๆ เพราะแกสั่งแต่โยเกิร์ต....แล้วทำไมมันมีหลายรสนักอ่ะ  แล้วกินอะไรก็ได้หรือต้องรสธรรมดา....ใช้เวลาคิดเกือบสิบห้านาทีอยู่หน้าตู้แช่ในห้าง....สุดท้ายได้รสธรรมดา fat free (ต้อง fat free เท่านั้นเพราะเราอ้วนง่ายกะนม เป็นอย่างเดียวที่ไม่คิดนาน)  ซื้อมาลองสี่ถ้วยก่อนรีบเดินออกมาเพราะความหนาว (ก็ยืนหน้าตู้สิบห้านาที ไม่หนาวก็บ้าแล้ว)  ปัญหาที่ตามมาคือกินโยเกิร์ตถ้วยนึงก็อิ่มแล้วอ่ะ แล้วจะกินข้าวได้ไงอ่ะ....กรรมของตรูอีกละ เอ...หรือดีที่อาจผอมหว่า....
 
........................................................................................................................................................
 
เสาร์นี้สรุปก็ต้องไปมหาลัยนั่งติวสอบ comprehensive กะเพื่อน ๆ อีกเผื่อไว้ติวต่อ  ก็เลยต้องกลับกรุงเทพ หลังจากลังเลใจอยู่ว่าจะกลับดีไหม...เหนื่อยชะมัดเลยอ่ะ
 
นี่ขนาดแค่ทำงานที่โครงการ, เรียน, ทำ thesis, เขียนเปเปอร์ นะ  ถ้าเพิ่มงานสอนอีกอย่าง....สงสัยได้ผอมของจริง.....
 
เอาวะ ใช้ให้คุ้ม...ชีวิตสาวโสด...จะได้ไม่เหงา ๆ
24 settembre

รายงานเรื่องที่ป่วยค่ะ

วันนี้มารายงานตัวหลังหายทั้งหัวทั้งตัวไปนานนนนนนน (มันนานจนจำไม่ได้แล้วอ่ะนะ) ไม่รู้ยังมีคนอ่านอยู่ป่าว
แต่แวะมาเขียนไว้ เผื่อใครผ่านมาอ่านจะได้เป็นวิทยาทาน
 
คือแนนป่วยมาประมาณเกือบเดือนได้แล้วค่ะ
 
อาการคือปวดท้องมาก ๆ อย่างรุนแรง ปวดเหมือนคนมาบิดไส้ (เหมือนเราบิดผ้าอ่ะ) ในท้องช่วงกลางท้องระหว่างสะดือกะซี่โครง
คือประมาณว่านอนหลับอยู่แล้วตื่นเพราะปวดท้องอ่ะค่ะ
ปวดเป็นพัก ๆ เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็เป็นอีก แต่เราตัดไส้ติ่งไปแล้วเลยไม่นึกถึง
 
มาคิดว่าเป็นโรคกระเพาะก็ไม่น่าใช่ เพราะเป็นอยู่แล้ว แต่การปวดด้วยโรคกระเพาะมันจะมีอาการแสบท้องร่วมด้วย นี่คือข้อแตกต่างที่เราควรสังเกตนะคะ
 
วันรุ่งขึ้นเป็นวันกลับกรุงเทพอยู่แล้ว เลยแวะโรงพยาบาลใกล้บ้าน (ขอสงวนนาม กลัวโดนฟ้อง) ได้พบคุณหมออายุรกรรมก่อน หมอดูแล้วไม่แน่ใจ เลยส่งให้หมอเฉพาะทางอีกรอบ (รอหมอมาอีกชั่วโมงนึง) สรุปวันนั้นก็นอนโรงพยาบาลค่ะ มีเจาะเลือด, อัลตราซาวน์ (ไม่ท้องก็ทำได้วุ้ย), แถมท้ายด้วยการส่องกล้องดูกระเพราะอาหารและลำไส้ส่วนต้น  นอกนั้นก็นอนหยอดน้ำเกลือ
 
นอนโรงพยาบาลสามวัน...มีหมอมาเยี่ยมสี่คน...หมอคนนึงบอกผลเลือดปกติดีทุกอย่าง ไม่น่าเป็นไรมาก, ผลอัลตราซาวน์ปกติดี, ผลส่องกล้องคือกระเพาะแดงนิดหน่อยประมาณระคายเคืองแต่ไม่มีอะไรน่าห่วง ไม่มีแผล
 
สุดท้ายแล้ว...หมอเฉพาะทางบอกว่าเป็นลำไส้อักเสบ....ตรูล่ะงง....ก็ผลเลือดปกติ หมออีกคนก็บอกว่าไม่ใช่ลำไส้อักเสบ แต่มันไม่รู้จะโบ้ยไปไหนแล้วมั้ง หมอเลยว่าเป็นลำไส้อักเสบ...เวรไหมล่ะ  แต่ตอนแรกก็ยังเชื่อหมอนะ เพราะตอนอยู่โรงพยาบาลก็หายปวดท้อง
 
ยังนะ ยังไม่หมด...ยาที่จ่ายให้ตอนอยู่โรงพยาบาลกะที่ให้ตอนกลับบ้านไม่เหมือนกันด้วย ให้ยาแก้ปวดท้องกะยาลดกรดมากิน  สงสัยเหมือนกันว่าแล้วมันแก้อักเสบตรงไหน....แต่บังเอิญตอนนั้นมีเรื่องน่าตกใจกว่า.....คือเช้าวันสุดท้ายที่อยู่โรงพยาบาลปวดมือที่จิ้มเข็มน้ำเกลือไว้มาก ๆ พยาบาลมาขยับให้นิดนึงก็ไม่หาย แต่คิดว่าทน ๆ เอาหน่อยเพราะจะออกอยู่แล้ว ไม่อยากเจ็บตัวซ้ำอีก  แต่พอตอนออกอ่ะ เอาเข็มน้ำเกลือออกอ่ะ...ปรากฏว่าเข็มมันงอไปประมาณเกือบเก้าสิบองศาตรงโคนเข็มอ่ะ  เพิ่งรู้ว่าเป็นเข็มพลาสติกแล้วมันยาวไง คนเคยหยอดน้ำเกลือจะรู้ดีว่าเข็มยาวมาก.....ถึงว่าดิว่ามันปวดอ่ะ เพราะที่มันงอเนี่ย เราก็ไม่รู้ว่ามันไปโดนเส้นอะไรข้างในหรือเปล่า  สรุปว่ามีรอยช้ำนิด ๆ ก็แปลกใจ ถามคุณพยาบาล...แกบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ปกติ แค่กลับบ้านแล้วเอาของอุ่น ๆ ประคบ ไม่นานก็หาย
 
กลับบ้านรีบซื้อถุงร้อน-เย็น  ประคบอย่างดี...ปรากฏว่ามือบวมและชาไปครึ่งมือ แถมนิ้วกลาง,นาง,ก้อย งอแทบไม่ได้...เริ่มอึ้ง ๆ เลยแมสเสจไปถามเพื่อนผู้รู้...เพื่อนบอกต้องใช้น้ำแข็งประคบเฟ้ย....ซวยดิตรู....ใช้เย็นเป็นร้อน มิน่าอาการหนักขึ้น  รวมแล้วประคบอยู่สามสี่วันมือถึงกลับมาใช้งานได้ตามปกติ...ดีที่เป็นมือซ้ายนะ เลยไม่เท่าไหร่ ถ้ามือขวาคงแย่
 
จบเรื่องมือ...จำไว้ ๆ เป็นไรใช้เย็นไว้ก่อน  แต่ยังไม่จบเรื่องท้อง
 
ออกมาสองวัน..อาการปวดท้องเริ่มกลับมาใหม่...น่าคิดนะ คือยาที่กินไม่ได้ช่วยไรเลยอ่ะ ปวดท้องอีก แต่ยังไม่มากเท่าเก่า พอกลับไปทำงานวันจันทร์ก็เลยไปหาหมอที่น้าสะใภ้รู้จักอีกทีที่ศรีราชา  คุณหมอถามอาการและลองกดท้องเป็นจุด ๆ เลยพบว่าไม่น่าใช่กระเพาะ เพราะเราก็รู้อาการอยู่ ไส้ติ่งไม่อยู่แล้วตัดไป ดังนั้นน่าจะลำไส้มากกว่า แต่จุดที่เจ็บมีทั้งลำไส้และอีกจุดทางขวา  แต่น่าสังเกตว่าเราเจ็บด้านขวาด้วย  ดังนั้นอาจจะมีสาเหตุอื่นอีก (น่าน...มีเบิ้ล ๆ) คุณหมอถามถึงผลอัลตราซาวน์ เราก็บอกว่าปกติ แต่ปรากฏว่าหมอบอกว่าการอัลตราซาวน์ควรทำช่วงท้องว่าง ไม่งั้นอาจเกิดการคลาดเคลื่อน เลยขอทำอัลตราซาวน์อีกครั้งเพื่อความชัวร์    เพราะครั้งก่อนไม่ได้งดอาหารไปก่อนทำ  งวดนี้นอนโรงพยาบาลอีกหน โชคดีได้อัพเกรดห้องฟรีจากห้องธรรมดาเป็น จูเนียร์ วีไอพี กว้างและวิวงามสรุป...ข้าพเจ้าเลยได้นอนโรงพยาบาลอีกรอบ
 
คุยกับคุณหมอว่าแม่เคยเป็นนานมาแล้วแต่ตอนนั้นเป็นเพราะเครียด น้าชายรักษาให้เลยหาย หมอเลยถามว่าเราเครียดป่ะล่ะ....เหอ ๆ ไม่น่าถาม....ช่วงนั้นโคตร ๆๆๆๆๆๆ เครียด เพราะทำงาน, เรียน, สอบหัวข้อ, กำลังปั่นงานเขียนของวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ แถมด้วยใกล้ดิวที่สัญญากะอาจารย์ที่ออส ไว้ว่าจะทำเปเปอร์ให้เสร็จ....
 
หมออึ้งไปสามนาที...คำถามต่อมาคือคุณบ้าไปป่าว  คือไม่เครียดทนไหวเหรอ  แล้วคุณหมอก็อธิบายว่าน่าจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวน (ชื่อแปลกดีป่ะ ป่วยทั้งทีได้เป็นโรคแปลก ๆ ด้วยอ่ะ) หมอบอกว่าโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดสะสม แต่มันสะสมลึกไปหน่อยเลยไม่ค่อยแสดงอาการเหมือนพวกเครียดลงกระเพาะ แต่จะแสดงอาการรุนแรงหากได้รับการติดเชื้อหรือป่วยอะไรมาก่อนหน้าที่จะปวดท้อง....นึกไปนึกมา....อ่อ...จริงแฮะ ก่อนหน้านี้วีคนึงอาหารเป็นพิษเพราะไปกินฟูจิมา (ตอนนั้นเริ่มเชื่อละ เพราะไม่ได้บอกหมอเรื่องอาหารเป็นพิษ) 
โดนสั่งงดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนเพื่อรออัลตราซาวน์ตอนเช้า...ผลคือถุงน้ำดีหนาผิดปกติ (เอาอีกละ ไอ้โรคแปลก ๆ เนี่ย) หมอบอกว่าน่าจะเกิดจากการติดเชื้อ เพราะปกติแล้วถุงน้ำดีจะหนาขึ้นได้ หากเราเป็นนิ่ว แต่ดูแล้วไม่มีนิ่ว จึงคาดว่าน่าจะติดเชื้ออะไรเข้า ซึ่งอาการตรงนี้ รวมกับความเครียดที่เราสะสมไว้มันเลยแสดงอาการที่ลำไส้ด้วย ทำให้ลำไส้เซ้นซิทีฟ และแปรปรวนง่าย จึงทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น
 
คราวนี้ก็นอนโรงพยาบาลสามวันเหมือนกัน ห้องวิวทะเลอย่างกะโรงแรม เสียแต่ว่า...กินได้แต่อาหารอ่อนและรสไม่จัด...เหอ ๆๆๆๆ ความสุขในชีวิตจึงหายไป  แต่คราวนี้ยาที่กินตอนอยู่โรงพยาบาลเหมือนกับที่สั่งให้กลับไปกินต่อ  นัดตรวจอีกทีอีกอาทิตย์นึง  ดูหน้าถุงยาแล้วก็เป็นพวกยาฆ่าเชื้อ, แก้ปวดท้อง, และที่สำคัญคือ...ยาคลายเครียดสำหรับทั้งกลางวันและกลางคืน...บังเอิญไอ้ยาสองอันหลังมันไม่บอกว่ารักษาอะไรที่ถุง...บอกแต่ว่าอาจทำให้เพลียหรือง่วงนอนได้  เราก็คิดว่าผิว ๆ....ทำไปทำมาง่วงมันทั้งวัน แถมกลางคืนก็หลับสนิทยาว
 
มาได้รับการเฉลยเมื่อหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเมื่อไปตามนัดตรวจ  คุณหมอเลยเฉลยว่านั่นคือยาคลายเครียด อันมีผลให้เรานอน จะได้พักผ่อนให้มาก....โห อึ้ง ทึ่ง ตะลึงงัน.....เออว่ะ....คลายเครียด  ก็คือให้มันหลับ มันก็ไม่ต้องมีเวลาไปคิด ไปทำงาน สมองไม่ฟุ้งซ่านเรื่องงาน เพราะ...หลับ.....  เป็นการแก้ที่ต้นเหตุจริง ๆ ด้วยอ่ะดิ  หมอแซวอีกนะ ว่าช่วงนี้ยังเครียดอยู่ไหม อย่าให้มันตึงมากนัก เพราะมันจะขาดเอาไม่รู้ตัว....มิน่า...ตอนอยู่โรงพยาบาลแรกไม่ปวดท้อง เพราะกินยาแล้วก็หลับตลอด ที่แท้เพราะมันไม่เครียดนี่เอง....
 
ประเด็นคือ....คุณหมอบอกว่า...ผู้เป็นโรคลำไส้แปรปรวนเนี่ย...ส่วนใหญ่เครียดจัด และเครียดลึก ร่างกายจะดูปกติดี แต่ถ้าเป็นขึ้นมาเพราะสิ่งกระตุ้นบางอย่าง (อย่างของแนนคือติดเชื้อ) ก็จะทำให้อาการออกมาร่วมแจมอย่างรุนแรง (ประมาณเปิดเผยตัวตนที่หลบซ่อนอยู่ภายในอ่ะนะ) ที่สำคัญคือ ถ้าตัวเราเองไม่สามารถจัดการกับสติและสมองของเราให้เครียดอยู่ในระดับที่พอดีได้  โรคนี้ก็จะรักษาไม่หายขาดไปตลอดชีวิต....น่ากลัวนะ เพราะบางที เราไม่รู้ตัวว่าเราเครียดน่ะ คิดว่ายังไหว ๆ ทำได้ ๆ ก็ทำไปเรื่อย ๆ แต่สมองมันไม่หยุดคิดไง วิ่งตลอด ตรงนี้ล่ะน่ากลัว เพราะปกติ เราเมื่อรู้ว่าเครียดสุด ๆ แล้วเราก็จะพัก แต่นี่ไม่รู้ มันก็สะสม ๆ หนักเข้าก็แสดงออกทางกายเพราะจิตมันไม่ไหวแล้ว
 
วันนี้ไปตรวจรอบสองหลังออกจากโรงพยาบาล....อาการปวดท้องหายไปแล้ว แต่ยังต้องกินยาอยู่และค่อย ๆ ปรับลดลง (ตามเงินในกระเป๋าตรูด้วย) แถมหมอยังเทศน์ให้ฟังอีกชุดเล็ก ๆ เรื่องการฝึกทำสมาธิ กำหนดจิต เพื่อละวาง คุณหมอกระซิบว่าไอ้โรคเนี้ย...หมอก็เป็น ดีขึ้นหลังหัดทำสมาธิ เพราะเวลาเราเครียดเนี่ย...สมองวิ่งไปหาแต่เรื่องนอกตัวตลอดยกเว้นตอนนอน ดังนั้นการทำสมาธิ ทำให้จิตเราอยู่นิ่ง ๆ กับที่  ให้มันพักเหนื่อยบ้างก็จะช่วยไปด้วยได้...สาธุ
 
เรื่องมันเป็นงี้แหละ...เลยเอามาแชร์ไว้บนนี้เผื่อแผ่เพื่อนฝูง เพราะทุกวันนี้คนเราเครียดกันเยอะจริง ๆ ที่สำคัญ หากป่วยเนี่ย...ควรหาหมอที่รับฟังเราด้วย คือบทเรียนนี้สอนให้รู้ว่าอาการอย่างหนึ่งอาจเป็นอาการของโรคได้ตั้งหลายอย่าง  ดังนั้น  การหาหมอควรเลือกหมอที่ฟังเราด้วยว่าเราเป็นอะไรหรือมีพฤติกรรม หรือรายละเอียดอื่นใดบ้าง ไม่ใช่แค่ดูอาการ เพราะอาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดก็ได้  อย่างกรณีเราเอง...ก็กินยาผิดโรค คือกินไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะไม่ตรงโรค แถมเอาสารเคมีเข้าร่างกายเพิ่มอีกตะหาก แต่หากเป็นเคสที่ซีเรียส ต้องผ่าหรืออะไรอาจเจ็บตัวฟรีได้เหมือนกันนะ
10 agosto

พบปาป๊าอีกครั้ง

หายไปนานเลยแฮะจากมายสเปซ...มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเยอะแยะเต็มไปหมด
จริง ๆ คือยุ่งมากและไปใช้ hi5 กะ facebook อ่ะล่ะ
 
ตอนนี้ขึ้นปีที่สองของการเรียนที่ MIRED แล้ว  เริ่มทำวิทยานิพนธ์อีกครั้งแล้วด้วย...สุดท้ายไอ้ที่เคยร้องโวยวายไว้ว่าทีเดียวพอนั้นก็คือไม่เป็นจริงอ่ะ....เนี่ย....โดนอีกละ เบื่อฟร่ะ
 
แต่คราวนี้โชคดี ได้ที่ปรึกษาดีอีกรอบ แถมงวดนี้มีที่ปรึกษาดี ๆ พร้อม ๆ กันสองคนแน่ะ ดีใจ ๆ หวังว่าคงไม่ทำให้เค้าผิดหวังอ่ะนะ
 
พอดีวันนี้อยากมาบันทึกความประทับใจ เลยแวะมาเขียนเหมือนที่จั่วหัวไว้ล่ะ
 
ความโชคดีบนโชคร้าย  อาม่าไม่สบายมาก ๆ อาการหนักมาก ๆ มาหลายอาทิตย์แล้ว แต่มันทำให้อาทิตย์นี้กลับบ้านไปเรียนตามปกติ  ที่ไม่ปกติคือได้เจอปาป๊า....
 
จริง ๆ ไม่ใช่ปาป๊าหรือพ่อจริง ๆ หรอก (ไม่งั้นจะดีใจนักหนาทำไมเนอะ) แต่เป็นญาติห่าง ๆ ที่แทบไม่มีความเกี่ยวพันกันเลย แต่แนนกะเค้ารักกันมาก ๆ เหมือนเป็นพ่อลูกกันจริง ๆ
แปลกแต่จริง....คนเรารักกันได้ทั้งที่คุยกันแทบไม่รู้เรื่องเลย....ทำไมอ่ะเหรอ เพราะเค้าเป็นคนจีนที่พูดแต่ภาษาจีน(จีนกลาง) ไอ้เราก็ไม่กระดิก เพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่กี่เดือน
 
แนนกับปาป๊ารู้จักกันครั้งแรกตอนไปเที่ยวเฉินตู  ป๊าเป็นสามีป้าสะใภ้ที่พาเรากะอาม่าเที่ยว ตอนนั้นเป็นช่วงเพิ่งจบโท ก่อนไปออสอีก ไม่รู้ทำไม...เจอกันแล้วถูกชะตากันมาก ๆ จริง ๆ ตั้งแต่นั้นมาเจอกันก็ไม่ถึงห้าครั้งมั้ง แต่ต่างก็ดีใจทั้งคู่
 
เมื่อวานก่อนกะวานนี้ได้เจอเพราะป้าสะใภ้กะปาป๊ามาเยี่ยมและช่วยรักษาอาม่าที่ตอนนี้อาการทรุดมาก ๆ  แต่วีคนี้หลังจากป๊าดูให้ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
 
ได้เจอป๊าสองวัน....ดีใจมาก ๆ ซึ้งใจด้วยที่เห็นเค้าใส่ใจกะเราขนาดนั้นทั้งที่ไม่ใช่ญาติกันแท้ ๆ สักนิด  แกบอกว่าแกดีใจมากที่ได้เจอเรา  เจอวันแรกก็พาแนนไปโด๊ปหูฉลามกะรังนก (ทั้งที่ปกติไม่กิน) แกบอกว่าเราปอดไม่ค่อยดี ต้องกินพวกนี้เยอะ ๆ เลยจำยอมกินด้วยความเกรงใจ  แกก็นั่งมองเรากินด้วยความปลื้มใจ แถมจำได้อีกว่าเราไม่กินเห็ดหอม....ทั้งที่ไม่เจอตั้งหลายปีแล้ว.....ไอ้เราเลยพูดไม่ออก....
 
วันที่สองไปรับจากโรงแรมไปหาอาม่า แล้วก็พาป๊าไปกินกลางวัน  แล้วก็ไปส่งที่โรงแรมเพราะมีนัดอาจารย์ที่ปรึกษาไว้  ตกเย็นก็พาบ๊อบบี้ไปหาป๊าอีกที เลยได้ทานข้าวเย็นกันอีก แล้วให้ป๊าช่วยดูบ๊อบบี้ให้ ป๊าก็ดูไปสอนเราไป....งง ๆ เหมือนกันเพราะไม่รู้แกสอนยังไงเป็นภาษาจีน แต่เราเข้าใจว่ะ.... ตอนจะแยกจากกันต่างคนต่างน้ำตาซึม....เศร้ามากเพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก  เพราะปกติเป็นปี ๆ ถึงเจอกันที(ปกติแกอยู่เยอรมันกะจีน) 
 
ก่อนออกมาจากห้องพัก  แกดึงเราไปกอดแล้วพูดกระซิบอะไรไม่รู้ข้าง ๆ หูเรา  ป้าสะใภ้ช่วยแปลให้ฟังว่าแกบอกว่าแกคิดถึงแนนมาก ๆ นะ ดีใจมาก ๆ ด้วยที่ได้เจอ(สองครั้งก่อนแกมาแนนยังอยู่ออส) เล่นเอาเราน้ำตาซึมพูดไม่ออก ได้แต่บอกว่าแนนก็คิดถึงป๊ามากเหมือนกัน  และจะพยายามหาเงินและเวลาบินไปเยี่ยมและอยู่กะแกนาน ๆ หน่อยให้ได้อย่างที่แกต้องการ
 
เมื่อวานวิ่งวุ่นทั้งวัน...เหนื่อยมาก ๆ แต่ก็สุขมาก ๆ ด้วย
 
ไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ไม่มีอะไรผูกพันกันทางสายเลือด, นาน ๆ เจอกันที และพูดกันแทบไม่เข้าใจ  จะมีความรักและห่วงใยให้กันได้มากมายขนาดนี้
 
หลังจากกระดี๊กระด๊าได้สองวัน ก็ถึงวันน้ำตาไหล.....(ตอนพิมพ์ยังร้องไห้อยู่เลยเนี่ย)
 
สัญญากับปาป๊าว่าแนนจะพยายามไปเยี่ยมป๊าให้ได้ให้เร็วที่สุด และจะพยายามและขยันเรียนภาษาจีนให้มาก ๆ ขึ้น  เจอกันครั้งหน้าแนนจะพูดจีนกะป๊าให้ได้ค่ะ
 
.............................................................................................................
 
Papa, wo hen guaoxin kan ni. Wo hen ai ni.....
 
 
28 gennaio

เตือนเพื่อนร่วมอาชีพ

วันนี้ผจญกับวิบากในชีวิตเล็กน้อย แต่ทำให้เสียความรู้สึกมาก ๆ เลยมาบ่น ๆ ไว้แถว ๆ นี้เผื่อเป็นอุทาหรณ์และประจาน

แนนเคยจ้างบริษัทรับบริหารงานขายของโครงการอยู่เกือบปี ซึ่งเราให้โอกาสเค้ามาก ๆ จนเค้าตั้งบริษัทได้ ซึ่งตอนแรกภาพพจน์ของคนพวกนี้ดีมาก ดูมีความเป็นมืออาชีพและมีประวัติการทำงานที่ดูดีมาก แต่จะนางผ่านการทำงานกับบริษัทอสังหาฯใหญ่ ๆ ในประเทศมาแล้ว แต่หลังจ้างมา...ผ่านไปไม่นานงานก็สุกเอาเผากินมาก ๆ คือไม่ทำงาน เอาเด็กมาปล่อยเป็นเซลล์ไว้แล้วเด็กทำงานตลอด  เด็กลาก็ไม่มาอยู่ออฟฟิศในเวลางานตามสัญญา คือประมาณมาปิคนิคกินข้าวแล้วก็ไป ทนมาอยู่ราวปีนึงก็ไม่ต่อสัญญาและให้ออก

ประเด็นคือหลังออกไปแล้วเนี่ย....งานค้างไว้ก็ไม่จัดการธุรกรรมให้เสร็จ (ใครทำงานด้านนี้จะรู้ดีว่ากว่าจะปิดลูกค้าได้แต่ละรายเรื่องเยอะมาก) ทีนี้โปรโมชั่นที่ไปสัญญาลูกค้าไว้ก็ไม่จัดการจนเราต้องทำเองจนหมด  ซึ่งเราก็ได้หักค่าดำเนินการจากค่าคอมมิชชั่นที่เค้าควรได้นิดหน่อยเป็นค่าจ้างเด็กทำงานแทนพวกปลิงพวกนี้  ปรากฏ...พวกหล่อน ๆ ไม่ยอมครับ โวยวายหาว่าเราหักเงินเธอไปซื้อของให้ลูกค้า....โดยไม่รับรู้เลยว่าตัวเองทิ้งงานทำงานไม่จบซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ต้องจ่ายเงินยังได้

หลังจากนั้นก็หาเรื่องต่าง ๆ มากมายกระทั่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง โทรศัพท์ก็งิบของบริษัทเราไปแล้วทำลืมแจ้งก็ไม่คืนอ้างว่าของตัวเอง....ล่าสุด...เอาเอกสารรับเงินบริษัทไป โทรตามก็แจ้งว่าจะมาให้วันนี้แล้วไม่มา  พอโทรไปตามก็ไม่รับ...แมสเสจไปแจ้งก็โทรไปโวยวายกับแม่เรา(เจ้าของบริษัท)ว่าเราแกล้งหาเรื่องตัวเอง  สะตอต่าง ๆ นานา ซึ่งล้วนแล้วแต่งขึ้นเองเพื่อขอความเห็นใจคิดว่าเจ้าของบริษัทต้องจ่ายเงินส่วนที่โดนหักคืนให้ตัวเอง

ประเด็นคือคนเรานะ เงินแค่หมื่นนึง....ที่ตัวเองบอกว่าทำบุญยังมากกว่านี้...กลับสร้างเรื่องต่าง ๆ นานา ได้อย่างไม่อายทั้งที่อายุแต่ละคนอีกไม่ถึงครึ่งก็ลงโลงแล้ว...บริษัทนี้ชื่อเหมือนการประกวดนักร้องงานนึง  หวังจะเจิดจรัส แต่ข้างในเน่าเฟะมาก ๆ เงินเด็กเซลล์ยังโกง  ทำอะไรพูดอะไรเนียนลืมตลอด ใครอยู่ในวงการนี้ก็ขอเตือนแล้วกัน อย่าหลวมตัวจ้างเข้าเชียว  ไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินว่าพวกคุณเธอเคยโดนเจ้าของโครงการที่นึงไล่ตะเพิดจากบริษัทน่ะ

จำไว้นะคะ บริษัทบริหารงานขายเป็นทีมหญิงล้วน ชื่อเหมือนเวทีประกวดนักร้อง  ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเมล์มาถามได้โลด  จะได้ไม่เสียค่าโง่อย่างเรา

23 dicembre

กลับมาแล้วววว

กลับมาจาก conference ที่ไต้หวันแล้วค่ะ  เป็นทริปโหด มันส์ ฮา และโทรมมาก ๆ คิดว่าจะเล่าให้ฟังเป็นตอน ๆ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปละนะ วันนี้ขี้เกียจอ่ะ เอาคร่าว ๆ ก่อนละกัน
 
คือทริปนี้เราไปที่ กรุงไทเป ประเทศไต้หวันค่ะ  ไประหว่างวันที่ 13-17 ธันวาคม 2008 ที่ผ่านมา  คือจริง ๆ งานนีไม่ได้กะเที่ยวเท่าไหร่อ่ะนะ เพราะจุดประสงค์จริง ๆ ก็คือไปร่วมงาน coference ของ Asia Academy of Management ซึ่งเป็นงานสัมมนาวิชาการทางด้านบริหารธุรกิจและการจัดการซึ่งจะมีทุก ๆ สองปี (จากที่เคยมีมาอ่ะนะ) การเดินทางครั้งนี้ได้รับอานิสงค์จากไมล์สะสมของการบินไทยทำให้ได้ที่พักฟรี ส่วนตั๋วเครื่องบินต้องจ่ายเองค่ะ แอบเสียดายนิดนึงเพราะไมล์ที่มีอยู่มันเยอะพอที่จะบินกลับไปออสเตรเลียอีกรอบ แต่คิดว่าคงไม่มีเวลาแล้ว และไมล์อีกราว ๆ สองหมื่นจะหมดอายุในปีนี้ด้วย คิดได้ดังนั้นแนนก็เลยจัดการเอาไปแลกเป็นที่พักแทน  ซึ่งทำให้คราวนี้ได้ที่พักไฮโซตลอดสี่คืนเป็นห้องพักที่ Sheraton Taipei Hotel ซึ่งโชคดีมาก ๆ ที่ใกล้กับโรงแรมที่ใช้เป็นที่จัดงานด้วยแบบเดินไปได้เลย 
 
ความประทับใจของทริปนี้เริ่มตั้งแต่ก่อนเดินทาง นับเป็นอีกทริประทึกอ่ะนะ (ดีกว่าทริปทาสมาเนียนิดนึง) ตั้งแต่พันธมิตรยึดสนามบิน เพราะงั้นกว่าเราจะยืนยันการเดินทางได้ก็เพียงราว ๆ ห้าวันก่อนเดินทาง ทำให้ก่อนเดินทางค่อนข้างป่วนเพราะต้องยืนยันตั๋วเครื่องบิน, จองที่พัก ไปจนถึงทำวีซ่า  เรื่องตั๋วนั้นโชคดีที่เป็นไฟล์ทไปไต้หวัน เครื่องค่อนข้างว่าง จึงไม่มีปัญหา คิดอยู่ว่าหากเป็นเส้นทางที่คนไปเยอะ ๆ อย่าง ออสเตรเลียก็อาจมีเสียวได้เหมือนกันเนอะ 
 
เรื่องที่พักเป็นอีกความประทับใจนึง คือเพราะไม่เคยทำการจองที่พักต่างประเทศโดยการใช้บัตรกำนัลเลยขลุกขลักนิดหน่อยเพราะต้องทำการติดต่อกับโรงแรมโดยตรงเพื่อจองห้องพัก  ครั้งแรกตัดสินใจใช้การหาข้อมูลทางเน็ท และได้ใช้เว็บของเชอร์ราตัน แล้วก็ส่งอีเมล์ไปถามผ่านเว็บ ประทับใจที่ได้รับการตอบกลับเร็วมากในเพียงแค่ข้ามคืน คือหลังส่งเมล์ปุ๊บก็ได้รับเมล์ตอบรับอัตโนมัติระบุว่าได้รับเมล์เราแล้วและจะทำการตอบกลับในสองวัน (48 ชั่วโมง) แต่ผ่านไปวันเดียวก็ตอบมาแล้ว เป็นภาษาไฮโซมาก ๆ และตอบโดย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ที่อเมริกา แนะนำการติดต่อกับสาขาไทเปอย่างละเอียด  จะบอกว่าประทับใจ ๆ เพราะมีการติดต่อกลับอย่างทันใจมาก ๆ สมกับการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ไม่เหมือนหลาย ๆ ที่ โดยเฉพาะบริษัทในไทยที่ตั้งหน่วยงานนี้หรือเว็บไซต์แบบเห่อตามฝรั่งแต่ไม่เคยใช้และไม่คิดตอบใด ๆ ผ่านเว็บ ก็ไม่รู้มันจะทำไปทำไมเหมือนกัน เปลืองจะตาย
 
สุดท้ายแนนตัดสินใจโทรไปไทเปเพื่อจองห้อง  การตอบรับใช้ได้ แต่ด้วยสัญญาณโทรศัพท์ต่างประเทศทำให้ขลุกขลักนิดหน่อย  ยอมรับว่าไม่ชินกับภาษาอังกฤษสำเนียงจีนอีกแล้วอ่ะ เพราะห่างหายไปนาน ต้องตั้งใจฟังมาก ๆ วิตกนิดหน่อยว่าภาษาตัวเองแย่ลงใช่ไหมอ่ะ  แต่สรุปแล้วว่าการจองผ่านไปอย่างราบรื่น  ส่วนเรื่องวีซ่าทำได้ง่ายมากอย่างที่เคยบอกมาแล้ว ทีนี้มาถึงปัญหาสุดท้ายคือต้องเดินทางเช้ามาก ๆ คือเครื่องขึ้น 7.30 am. นั่นหมายถึงต้องไปถึงสนามบิน ตีสี่ครึ่ง !!! โอ้ แล้วเราก็ต้องออกจากบ้านตีสามกว่าอ่ะดิ   พระเจ้า!!! วิตกเหมือนกันเพราะเคยมีประสบการณ์ตอนทริปทาสมาเนียที่ไม่ตื่นจนเกือบตกเครื่อง
 
แต่งานนี้ไม่ครับ  หลังจากหาหมอเสร็จก็รีบกลับบ้านมาเก็บข้าวของ  ไม่แน่ใจว่าอากาศเป็นไงบ้างเพราะเพื่อนขู่ไว้เยอะ ก็เลยเตรียมไปเผื่อซึ่งก็เป็นผลให้กระเป๋าเต็มเอี๊ยดเพราะเครื่องกันหนาวทั้งสเว็ตเตอร์  โค๊ท  แจ๊คเก็ต และเผื่อลองจอห์นอีกหนึ่ง  แล้วก็รีบเข้านอนซึ่งกว่าจะได้นอนก็ล่อไปเกือบเที่ยงคืน  แล้วคงเพราะนอนดึกมั้ง ทำให้กลัวไม่ตื่นเลยกลายเป็นความเครียด...และแล้วชนิดาก็นอนไม่หลับครับพี่น้อง  ช่าย ๆ ปัญญาอ่อนมาก แต่นอนไม่หลับจริง ๆ ไม่ได้นอนเลยทั้ง ๆ ที่ปิดไฟนอน พอตีสามก็ตื่นมาแต่งตัวออกจากบ้านไปสนามบิน  งานนี้....ลางมันร้ายตั้งแต่ออกเดินทางอ่ะล่ะ คือไม่ได้พักผ่อน การเดินทางจึงเป็นไปแบบเหนื่อย ๆ ล้า ๆ ดีอย่างแค่ว่าสติยังกระจ่างใสไม่หลุด ๆ ซึ่งคาดว่าเพราะเพิ่งอดนอนเป็นวันแรกนั่นเอง.....
 
ส่วนเรื่องราวการเดินทางก็จะมาเล่าสู่กันฟังต่อไปตั้งแต่พรุ่งนี้ เป็นตอน ๆ เหมือนเดิมวันละตอนนะคะ (ใครตามอ่านจะสเปสแนนมาตลอดจะรู้ดี) แต่บอกก่อนว่ารูปไม่ค่อยมีเพราะลืมเอากล้องไป (นี่เป็นความเซ็งอีกเรื่อง) เลยได้มือถือเป็นตัวช่วย  ทริปนี้เป็นไงอ่านต่อพรุ่งนี้จ้า
 
Foto 1 di 1